กระแสแรง ! กระเป๋า Kånken – Fjällräven

แฟชั่นสมัยนี้มีเยอะแยะยังกับต้นไม้ผลิดอกออกผล มีออกมาให้ผู้มีกิเลสอย่างเราๆได้ตีตราจองกัน เรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าในปี2015 ที่ผ่านมามีแฟชั่นมากมายที่ติดอยู่ในกระแสสังคมไม่ว่าจะเป็น กระแสเสื้อผ้า กระแสรองเท้า กระแสเครื่องสำอาง รวมไปถึงกระแสอาหารการกิน แต่กระแสแฟชั่นที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ คือ กระเป๋า หลายๆท่านอาจเคยได้พบเห็นกระเป๋ายี่ห้อหนึ่งที่มีรูปจิ้งจอกสีชมพูม้วนกลมอยู่ในโลโก้กลมๆสีขาว พร้อมภาษาที่ดูไม่คุ้นตา อ่านอย่างไรก็อ่านไม่ถูกสักที ใช่แล้ว นั่นคือ กระเป๋า Kånken – Fjällräven( คองเก้น) หรือคันเค็นอย่างที่เด็กไทยเรียกกันโดยใช้วิธีการอ่านแบบภาษาอังกฤษนั่นเอง

กระเป๋าคองเก้น มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปี ค.ศ 1960 โดยนาย Ake Nordin  ชาวสวีเดน กระเป๋าคองเก้นไม่ใช่กระเป๋าแฟชั่นที่เพิ่งได้รับความนิยมแต่อย่างใด เพียงแต่เพิ่งได้รับความสนใจในประเทศไทยเท่านั่นเอง เอ๊ะ แล้วทำไมกระเป๋ารุ่นนี้คนทั่วโลกให้ความนิยมใช้ตั้งแต่ดาราไปจนถึงคนธรรมดา งั้นลองมาอ่านกัน

ในเริ่มแรกนาย Ake Nordin  ร่วมออกแบบและผลิตกระเป๋าคองเก้นกับสมาคมลูกเสือและเนตรนารีของประเทศสวีเดน เผื่อให้เด็กได้แบกของไปเข้าค่ายด้วยน้ำหนักที่เบาที่สุด เพราะว่าวัสดุที่ใช้ทำกระเป๋านั้นมีความทนทานอีกทั้งยังเบา ทำให้เด็กๆไม่ต้องทนกับการปวดหลังภายหลังจากการสะพานของไปเข้าค่ายอีกต่อไป  ต่อมากระเป๋ารุ่นดังกล่าวเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว จากนั้นผู้ผลิตกระเป๋าคองเก้น จึงค่อยๆปรับรูปแบบออกมาเผื่อตอบสนองการใช้งานของบุคคลทั่วไป ไม่เพียงแต่ตอบสนองนักเรียนและนักท่องเที่ยวอย่างในอดีต ปัจจุบันจึงเห็นว่าบุคคลทั่วไปนิยมใช้ใส่สัมภาระส่วนตัวสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใส่หนังสือไปเรียน การใช้ใส่สัมภาระไปทำงาน หรือการสะพายกระเป๋ายี่ห้อดังกล่าวไปเที่ยวก็ตาม ซึ่งตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้บริโภค เนื่องกระเป๋าคองเก้นมีหลายขนาดให้เลือกซื้อตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นขนาดมินิ(กว้าง 7.9 นิ้ว ยาว 11.4 นิ้ว)ที่สาวๆให้ความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถใส่สัมภาระความงามได้อย่างจุใจ ขนาดคลาสสิก(กว้าง 10.6 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว)เป็นขนาดที่เริ่มผลิตตั้งแต่แรกและได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และขนาดใหญ่(กว้าง 13.8 นิ้ว ยาว 17.7 นิ้ว)สำหรับผู้ที่รักการเดินทางแบบ backpack มีให้เลือกตามความต้องการขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เดินออกจากบ้านทีไรก็เห็นแต่คนสะพายกระเป๋ายี่ห้อนี้

อย่างไรก็ตามการเลือกซื้อกระเป๋ายี่ห้อนี้ต้องใช้ความรู้ในการศึกษาเป็นอย่างดีนะคะ เพราะบุคคลบางประเภทที่ชอบฉวยโอกาสอาจจะหลอกขายกระเป๋าให้กับท่านในราคาของแท้แต่คุณภาพของปลอมเอาได้ค่ะ

จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว

เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองเก่า ที่มีสิ่งที่น่าเที่ยวและน่าค้นหาเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย เรามาเริ่มต้นโดยเริ่มโปรแกรมกันด้วยการไปไหว้พระขอพรที่ ‘วัดพระสิงห์วรวิหาร”ตั้งอยู่ที่ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินล้านนามานับตั้งแต่อดีต พญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 5 ในราชวงศ์มังรายโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้นมาในปีพ.ศ. 1888 พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์ที่สูง 24 ศอกองค์หนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่บรรจุอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา มีพระพุทธรูปที่สำคัญอยู่องค์หนึ่งคือ พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปปาง มารวิชัยขัดสมาธิเพชร

เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้แห่ไปตามถนนรอบตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วกัน พระวิหารลายคำนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง สุพรรณหงส์ และสังข์ทองซึ่งพบเพียงที่นี่แห่งเดียวในโลก ทั้งนี้ ความเชื่อและวิธีการบูชา พระธาตุเจดีย์วัดพระสิงห์ถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรง (งูใหญ่) หากได้มานมัสการอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งแล้ว จะเป็นศิริมงคลสูงสุดจะทำให้อายุมั่นขวัญยืน มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

ต่อมาที่วัดแห่งแรกของเชียงใหม่คือ “วัดเชียงมั่น” ตั้งอยู่ที่ถนนราชภาคินัย อำเภอเมือง เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเชียงใหม่ เมื่อพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 1839 พระองค์ทรงยกพระตำหนักเชียงมั่น ถวายเป็นพระอารามให้ชื่อว่า วัดเชียงมั่น วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของเมืองเชียงใหม่ คือ พระเสตังคมณี หรือ พระแก้วขาว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่มีสถาปัตยกรรมสำคัญ ได้แก่ พระเจดีย์สี่เหลี่ยมผสมทรงกลม ฐานล้อมรอบด้วยช้าง พระอุโบสถ และหอไตร และที่สำคัญคือ เจดีย์ทรงระฆังฐานสี่เหลี่ยม และมีช้างล้อมที่ฐานหมายความว่าคำจุนพระพุทธศาสนาไว้

ถนนคนเดินเชียงใหม่

หลังจากนั้นต่อด้วย”วัดพระธาตุดอยคำ”ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง เดินทางไปได้ตามเส้นทางเลียบคันคลองชลประทาน จะมีป้ายบอกข้ามคลองไปทางตำบลแม่เหียะ จะพบทางขึ้นเขาไปยังพระธาตุดอยคำ ตามประวัติ ในเมื่อ พ.ศ. 2509 วัดดอยคำเป็นวัดร้าง ต่อมากรุได้แตกชาวบ้านจึงพบของโบราณวัตถุหลากหลายชิ้น เช่น พระรอดหลวง พระหินทรายปิดทององค์ใหญ่ พระสามหมอ (เนื้อดิน) ซึ่งนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระธาตุดอยคำ แห่งนี้  วัดพระธาตุดอยคำนอกจากจะเป็นที่สักการะบูชาของคนท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของการบินไทยที่ใช้กำหนดพื้นที่ของทางสายตา ก่อนที่จะลงจอดที่สนามบินอีกด้วย

จากนั้นก็ไปตะลอนกันก่อนเลยนะครับ เราไปต่อจุดสำคัญอีกจุดเลยครับที่”อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” แต่เดิมที่ดอยอินทนนท์นั้นมีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา”ดอย หลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าขานกันว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะคล้ายเหมือนอ่างน้ำ แต่ก่อนนี้มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า “อ่างกา” ต่อมาชาวบ้านจึงรวมเรียกว่า “ดอยอ่างกา”

หลังจากนั้นเรามาต่อกันที่ “วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร” เป็นปูชนียสถานคู่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่นับตั้งแต่โบราณกาล นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาที่จังหวัดนี้จะต้องขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุกัน ทุกคน ถ้าหากใครไม่ได้ขึ้นไปนมัสการแล้วนั้น ถือเสมือนว่ายังมาไม่ถึงจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ผู้ที่เดินทางมาสักการะที่วัดแห่งนี้ สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ที่สวยงามได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเลือกเดินขึ้นบันไดนาคไป 300 ขั้น เพื่อไปยังวัด หรือใช้ท่านจะเลือกใช้บริการรถกระเช้าขึ้น – ลงดอยสุเทพได้ ระหว่างเวลา 05.30 – 19.30 น. ใครมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วพลาดสถานที่ทั้งหมดที่กล่าวมาถือว่าท่านมาเชียงใหม่ไม่ถึงนะครับ